เรียนภาษาอังกฤษไปทำไม?

เราเรียนภาษาอังกฤษไปทำไม? เรียนเพื่ออะไร? แล้วทำอย่างไรถึงจะเก่งอังกฤษ? จากประสบการณ์ของผมเพียงน้อยนิดแห่งการเรียนรู้ภาษา ซึ่งปัจจุบันยังคงเหมือนเดิม คืออันที่จริงภาษาอังกฤษเรียนไปทำไม สังเกตได้เลยครับ ตามป้ายโฆษณา หรือสินค้าต่าง ๆ หนัง ล้วนแต่เป็นภาษาอังกฤษทั้งนั้น และที่สำคัญไอ้ภาษานี้เขาพูดกันเกือบทั่วโลก และสามารถไปประยุกต์กับงานการที่ท่านทำก็ได้ สมัยนี้คนไหนที่ไม่รู้ภาษา โดยเฉพะอังกฤษถือว่าขาดโอกาสในการเข้าใจโลกมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ไม่สามารถมาสั่งคุณ หรือจ้ำจี้จ้ำไชคุณได้ ส่วนอุปสรรคในภาษาอังกฤษนั้นมีเยอะเหลือเกิน ผมขอเริ่มจากอย่างแรกเลย
สำเนียง คนส่วนมากจะมีปัญหาพูดไม่ชัด ฝรั่งฟังไม่ออก ฝรั่งพูดเร็วเกินไปไม่เข้าใจที่พูด ผมขอบอกเลยนะครับ ถ้าท่านไม่เคยได้คุย หรือคิดอะไรเป็นภาษาอังกฤษท่านก็จะไม่มีทางรู้ จะอ่านจากหนังสือก็ลำบากเขา เพราะว่าผู้เขียนหนังสือไม่สามารถที่จะถอดเสียงคำพูดจากอังกฤษเป็นไทยให้ได้ เหมือนเป๊ะ นอกจากท่านจะซื้อซีดีหรืออะไรมาฟัง เนื่องจากภาษาอังกฤษ ไม่มีวรรณยุกต์ ไม่มีอักษรสูงกลาง ต่ำ ไม่มีมาตรา แม่ กด กม เกย อะไรพวกนี้ ไม่ว่าคุณ จะพูด การ กาน กาณ กาฬ กาล กาญ ก็ล้วนออกเป็น น หมด และอักษรบางตัวของภาษาอังกฤษที่ไม่มีใน อักษรไทยก็เช่น g, v, z, th, sh แต่สำหรับบางท่านที่เกลียดภาษาอังกฤษเนื่องจากครูใจร้ายแต่คุณคิดดูในอนาคต คนจะต้องประสบกับปัญหาอีกมากในภาษา ไม่ว่าจะเป็น สำนวนหรือวลี สุภาษิต กลอน ศัพท์วิชาการ ศัพท์เฉพาะ คำแสลง อีกเยอะครับ
แล้วเริ่มแรกเราจะทำอย่างไร?
โรงเรียนไทยมีการสอนอังกฤษที่แปลกไม่เหมือนประเทศอื่น สังเกตได้เลยนะครับ ตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 ที่ผมไปเรียนมีแต่ไวยากรณ์ อันที่จริงเราควรเริ่มจากการให้เด็กหัดคิด เขียน พูดเป็นภาษาอังกฤษจะดีกว่า อย่างน้อยเวลาพูดกับฝรั่งจะได้ไวนึกคำได้ทัน และปัญหาก็อยู่ที่ครู แต่ผมเห็นมีแต่เด็กไปเรียนกวดวิชากันซึ่งยิ่งทำให้เรามึนเมื่อมาทบทวนกับ สิ่งที่เราเรียน และอย่างยิ่ง เราควรที่จะลองพูดกับคนต่างชาติ ชาติอื่น ๆ ไม่ต้องฝรั่งก็ได้ เช่น แขก อาหรับ ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน อะไรก็ได้จะได้ลองภูมิดูว่าเราเก่งแค่ไหน ถ้าเกิดเขาฟังเราออก และเราก็ควรฟังสิ่งที่เขาพูดเช่นกัน
ทำอย่างไรถึงเก่งภาษาอังกฤษ? อันนี้หลายคนตอบว่าง่ายนิดเคียว ก็หัดพูดหัดเขียนสิ ใจมันรักนี่ ก็ใช่แต่ที่จริง (จากที่เคยเห็นเป็นประจำ) คนไทยก็ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องไปออกเสียงให้เหมือนฝรั่งเป๊ะเลยนี่ คุณก็แค่ทำตัวปกติไม่ต้องไปออกเสียง Accent ให้มากก็ได้หรือบางคำที่ไม่มี S ก็อย่าไปออกเสียงให้เปลืองน้ำลาย ผมสังเกตพวกชาวชมพูทวีปซึ่งผมชะงักทุกครั้งเวลาพูดกับผมเพราะสำเนียง วรรณยุกต์ สระที่เป็นตัวกำหนด ถ้าท่านอยากเก่งแบบนี้ก็ลองพูดกับคนฝรั่งเลยสิ แต่พูดเร็วไปฝรั่งก็ฟังไม่ออกนะจะบอกให้ แต่ไอ้นิสัย Yes ของคนไทยยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นเวลาฝรั่งสอนหรือบอกอะไรเนี่ยสุดท้ายประโยคคือ Do you understand? และเราก็เป็นพวกไม่ยอมอยู่แล้วนี่ มาดไว้ก่อน แทนที่จะบอกให้อธิบายใหม่หรือบอกความหมาย ก็เลยตอบไปว่า Yes โดยที่ไม่รู้อะไรเลยและสุดท้ายก็ต้องหันไปกระซิบกระซาบกันว่า เฮ้ย ตะกี๊อาจารย์แกพูดไรวะ…
ส่วนบางท่านที่ได้เรียนภาษากับคนไทยซึ่งเขาพูดอังกฤษหมด ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณกล้าถาม เพราะดีกรีความกลัวมากน้อยจะต่างกันยิ่งถ้าเป็นฝรั่งสอนคุณคงนั่งนิ่งปิดปาก สนิทกันทั้งชั้น
ขอให้ท่านลองฟังวิทยุ เพลง ดูหนังแบบบรรยายไทย มันอาจจะช่วยท่านในการฟังให้คุ้นหู หรือไม่ก็หัดลองนึกอะไรก็เขียน ไม่ว่าจะภาษาอะไรก็ตาม ผมไม่ขอสนับสนุนแบบท่องจำ เพราะจะทำให้เราไม่รู้จักการค้นคว้า คือท่องอย่างเดียวเช่นท่องคำศัพท์ ถ้าท่านมีปัญหากับการฟัง ไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง ก็ลองบอกให้เขาพูดช้า ๆ หน่อย อย่าลืมหัดอ่าน นิยายเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ทำให้ท่านพบคำศัพท์ใหม่ ๆ และได้หัดอ่านในเวลาเดียวกัน ถ้าเป็นไทย ด้วยอังกฤษด้วยก็ดี แต่เราก็ต้องดูด้วยว่าเรามีเงินเหลือมากน้อยขนาดไหน พอไหม ไม่ใช่ตะบี้ตะบันซื้อนิยายมาอ่านแทนการกินข้าวมันก็จะเกินไป แต่ทางที่ดีเรียนรู้จากในห้องเรียน ห้องสมุด ง่ายกว่าเยอะ สำหรับบางท่านได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนาหรือพวกที่เป็นลูกครึ่งก็ควรขวนขวาย ภาษาอื่นบ้างนะครับจะได้ทันเขา
วิธีการสอนภาษาอังกฤษของโรงเรียนไทย ที่มันไม่ได้ผลก็เพราะเด็กไม่เข้าใจว่าต้องเรียนไปทำไม อันนี้เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด โดนจับให้ท่องอะไรก็ไม่รู้ปาว ๆ ตั้งแต่ ป.1 (เดี๋ยวนี้ติวเข้มกันตั้งแต่อนุบาล) ท่องผิดก็โดนด่า แล้วใครมันจะไปอยากเรียน มันไม่สนุกไง การเรียนภาษาให้ได้ผลมันต้องมาจาก “ฉันทะ” ของผู้เรียนเป็นหลัก ความสนุกสนานในการได้รู้แล้วเอาไปใช้เหมือนคนที่คลั่งดาราเกาหลี แล้วพากเพียรเรียนภาษาเกาหลีจนเก่งกาจหรืออย่างที่คุณบอยด์ โกสิยพงษ์เคยเล่าให้ฟังว่าแกพยายามเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อจะได้อ่านการ์ตูน ญี่ปุ่นโดยไม่ต้องรอหนังสือการ์ตูนแปลไทยที่เมื่อไหร่จะออกก็ไม่รู้นั่นแหละ
การท่องจำนั้น เป็นประโยชน์ครับแต่ไม่ใช่ว่าจะมาสอนภาษาทั้งหมดด้วยวิธีการท่องจำเท่านั้น สมมตินะ เช่นภาษาไทยนี่แหละ เรารู้ว่า ลูกหมา 2 ตัว ส้ม 2 ผล กระดาษ 2 แผ่น ปากกา 2 ด้าม เหล่านี้รู้มาแต่เด็กไม่เคยต้องมานั่งท่องจำว่าคำนามอะไร ใช้กับลักษณนามคำไหนไม่ต้องมีตารางเหมือนเราท่องกริยาสามช่องแต่เรารู้และ ใช้กันถูกโดยอัตโนมัติเพราะว่าได้ยินได้ใช้มาแต่ไหนแต่ไร เช่นเดียวกับที่ฝรั่งผันกริยาได้ในเสี้ยววินาทีใช้เวลาเท่ากับตำรวจอวกาศใน หนังยิงจรวดใส่ผู้ร้าย ภาษาอังกฤษสำหรับฝรั่งก็เหมือนกันครับเขาได้ยินมาแต่เด็กว่า She eats. They walk. ไม่เคยต้องท่องว่า ถ้าเป็นคำนามเอกพจน์ คำกริยาต้องเติม S เขาได้ยินมาแต่เด็กว่า Today I stay at home. Tomorrow I will go to school. Yesterday I went swimming. ไม่เคยต้องมานั่งท่องเพื่อใช้ให้ถูกว่า การกระทำในอนาคต ต้องใช้ Will หรือ Shall + Verb ตัวเต็มนะ ถ้าเป็นอดีต ต้องใช้กริยาช่องที่ 2 นะ แต่กริยาช่องที่ 2 ของ go ไม่ใช่ goed นะ มันเปลี่ยนรูปไปเลยเป็น went นะ และกริยาที่เป็นอดีตแล้วเปลี่ยนรูปไปเลยมีดังต่อไปนี้นะ… ท่องจำนะ… ทั้งหมดมี 300 ตัวนะ… ฯลฯ นักเรียนก็แบบ… กูอยากตายนะ…
ผมเพิ่งรู้ว่า การเรียนปริญญาเอกในต่างประเทศเขาบังคับให้สอบผ่านภาษาต่างประเทศ 2 ภาษา เออเข้าท่าดีเหมือนกันนะเพราะจริง ๆ แล้วความรู้ที่มีอยู่ในโลกนี้มันไม่ได้ถูกถ่ายทอดเอาไว้ในภาษาอังกฤษไปหมด นี่ครับ ดังนั้น การรู้ภาษามาก ๆ ย่อมหมายถึง “การสามารถที่จะเข้าถึง” ความรู้ได้มากเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการศึกษาที่ไม่จำเป็นจะต้องจำกัด อยู่กับวุฒิปริญญาเอกก็ได้
ผมเห็นด้วยว่า การเรียนภาษา ควรเรียนเมื่อ “พร้อม” เดี๋ยวนี้ชอบคิดกันประมาณว่า ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ จับให้ท่องศัพท์กันตั้งแต่เตรียมอนุบาล (สงสารเด็กโคตร ๆ อะ) และกับการให้เด็กเล็กเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์เจ้าของภาษาน่ะผมว่ายังไงมัน ต้องควบคู่กับการให้สอนโดยอาจารย์ไทยไปด้วยนะครับเช่น ให้ครูไทยสอนไวยากรณ์ หรืออะไรต่างๆ ที่ต้องอาศัยการอธิบายให้เข้าใจและหลังจากนั้นก็ค่อยปล่อยอาจารย์ฝรั่งเข้า มาใกล้ชิดให้เด็กคุ้นเคยกับธรรมชาติของภาษาสำเนียง การออกเสียง และกระตุ้นให้เด็กได้มีโอกาสใช้ภาษาไปเล่นสนุก (ซึ่งคือธรรมชาติของเด็ก) อย่างนี้มันถึงจะได้ผลนะผมว่าอย่าบ้าฝรั่งกันนักเลยเพราะบางทีไม่ใช่ “แค่เป็นฝรั่ง” ก็สามารถจะเป็นครูที่ดีได้เสมอไปหรอก เวลานี้ กระทรวงศึกษาฯ กำลังทบทวนนโยบายการเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนประถม มาในภายหลังผู้เชี่ยวชาญบอกว่าไม่ค่อยได้ผลเพราะเด็กควรเรียนเมื่อ “พร้อม” ซึ่งไม่ได้หมายถึงความพร้อมของตัวเด็กเองอย่างเดียวแต่ควรรวมถึงความพร้อม ของโรงเรียนและครอบครัวด้วย (อันที่จริง ควรรวมของสังคมที่เด็กมีชีวิตอยู่ด้วย)
ผมไม่ได้บอกว่าผมเชี่ยวชาญทั้งภาษาต่างประเทศและการสอนภาษาต่างประเทศ แต่ในชีวิตมีเหตุจำเป็นต้องเรียนภาษาต่างประเทศหลายภาษา ผมจึงตั้งตัวเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านความล้มเหลวในการเรียนภาษาต่างประเทศ และในฐานะนี้แหละครับที่อยากออกความเห็นกับเขาบ้าง ประสบการณ์ส่วนหนึ่งของการเรียนภาษาต่างประเทศของผมไม่ได้ได้มาจากเมืองนอก อะไร แต่ได้มาจากประเทศไทยบ้านเรานี่แหละ ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งที่ประสบความล้มเหลวในการเรียนภาษาต่างประเทศพอ ๆ กับผม
ในหลายประเทศที่เราคิดว่าเขาเจริญแล้ว เขาบังคับเด็กมัธยมเรียนภาษาต่างประเทศ (ที่เด็กสนใจอยากเรียน หรือที่โรงเรียนมีปัญญาจะสอน) ฉะนั้น คนพวกนั้นส่วนใหญ่ จึงเคยเรียนภาษาอื่นที่ไม่ใช่อังกฤษมาแล้วเกือบทั้งสิ้น เช่น ภาษาสเปน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษารัสเซีย ภาษาอาหรับ ภาษาจีน หรือแม้กระทั่งภาษาไทย
หรือบางโรงเรียนในประเทศที่มีประชากรชาวเอเชียหนาแน่นเช่นใน Los Angeles สอนได้แม้แต่ภาษาไทย แต่คนอเมริกันส่วนใหญ่ก็เหมือนคนจบมัธยมไทยแหละครับคือไม่ได้กระดิกหูภาษา อื่นเอาเลย ยิ่งเอาไปเปรียบเทียบกับฝรั่งในยุโรปแล้วก็จะยิ่งเห็นความล้มเหลวของ โรงเรียนอเมริกัน เพื่อนผมที่แกเป็นชาวดัตช์บอกว่าในเนเธอร์แลนด์คนส่วนใหญ่สามารถพูดได้ 3-4 ภาษาเป็นปกติ เขาอธิบายว่าเพราะประเทศของเขาอยู่ได้ด้วยการค้าในขณะที่ภาษาดัตช์ไม่ได้ “สากล” ขนาดนั้น เขาเลยจึงต้องให้พลเมืองของเขาพูดภาษาต่างประเทศได้เยอะ ๆ
ถ้าไม่นับฝรั่งเศสแล้ว คนในยุโรปตะวันตกมักพูดภาษาต่างประเทศได้อย่างน้อยก็หนึ่งภาษาเช่น คนอิตาเลียน คนสเปน  คนโปรตุเกส มักพูดฝรั่งเศสได้ (บ้าง) และอีกมากทีเดียวที่พูดอังกฤษได้ด้วยเช่นคนในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย เป็นต้น
การพูดได้เกินหนึ่งภาษาจึงเป็นธรรมดาสำหรับคนยุโรปตะวันตกภาคพื้นทวีป ในขณะที่มีคนทำอย่างนั้นได้น้อยมากในสหรัฐอเมริกา
อันที่จริง ผมจะยกแต่สหรัฐว่าล้มเหลวในการเรียนภาษาต่างประเทศก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะว่ากันไปที่จริงแล้ว ผม “รู้สึก” ว่า (คือไม่ได้สำรวจตรวจสอบจริง เอาเฉพาะที่เป็นประสบการณ์ส่วนตัว) สังคมที่ใช้ภาษาอังกฤษทั่วไป ไม่ว่าอังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ล้วนมีคนพูดภาษาต่างประเทศได้น้อยทั้งนั้น ปัญหาจึงไม่น่าจะอยู่ที่วิธีการสอน เท่ากับสภาพสังคม
ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษากลางของโลกที่เขาคิดว่ามีจำนวนคนพูดเยอะที่สุด เยอะเสียจนกระทั่งเขาคิดไปเองว่าไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาอื่นอีกเลยในสังคมที่ ใช้ภาษาอังกฤษโอกาสที่จำเป็นต้องรู้ภาษาต่างประเทศจึงแทบไม่มี
ดังนั้น ความสำเร็จในการเรียนภาษาต่างประเทศอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากก็คือ สังคม ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาต่างประเทศในการดำเนินชีวิต คนก็จะเรียนภาษาต่างประเทศอย่างได้ผล เพราะมีโอกาสและถูกบังคับให้ใช้ภาษานั้นในชีวิตจริงนอกห้องเรียนและนอกห้อง แล็บ และเราเคยพบกรณีอย่างนี้มาเยอะแยะแล้วในหมู่แท็กซี่ เมียเช่า และไกด์ผี เป็นต้น
ความจำเป็นดังกล่าวต้องเกิดในชีวิตจริงของคนนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่ “ผู้ใหญ่” ในบ้านเมืองซึ่งไม่ว่าจะมีวิสัยทัศน์ (หรือสายตา?) ยาวแค่ไหนคิดเอาเองจากชีวิตของตัวเองและลูกหลานของตัวเอง ฐานสำคัญที่สุดในการวางนโยบายภาษาต่างประเทศจึงควรเป็นชีวิตของผู้เรียน ถ้าเห็นด้วยกับหลักการข้อนี้ ปัญหาที่ตามมาทันทีก็คือ ถ้ากระนั้น ทำไมเราไม่สอนภาษาอังกฤษเมื่อผู้เรียนต้องการเรียน พูดอย่างชาววัดก็คือ ต้องเกิดฉันทะขึ้นก่อน จะเกิดขึ้นเพราะอะไรก็ตามเถิด แต่เมื่อเกิดฉันทะแล้ว ค่อยไปหาเรียนเอา อีกอย่างก็คือ ครูที่สอน ต้องมีธรรมชาติที่เหมือนกับคนเรียนด้วย วิธีการสอนของครูแต่ละคน อาจจะทำให้เด็กรัก หรือเกลียดภาษาไปเลยก็ได้
เพราะเขาว่ากันว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาที่ยากเกินไป (สำหรับคนที่พูดภาษาอื่นทุกภาษาหรือเฉพาะบางภาษาก็ไม่ทราบ) ไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่จะต้องนั่งเรียนกันตั้งแต่เด็กจนโตแล้วก็ใช้อะไรไม่ ได้ เพราะไม่ได้ใช้
เพื่อนชาวอินเดียของผม เคยบอกผมว่าการเรียนภาษาต่างประเทศคือการเรียนที่จะลืม (Unlearn) ภาษาจะลืมภาษาของตัวหรือลืมที่เรียนมาผิดๆ ก็ตาม จนถึงบัดนี้ผมก็ยังไม่ประสบความสำเร็จที่จะ Unlearn ภาษาไทยได้ แม้กระนั้น ผมก็คิดว่าเรียนผิดมีความหมายลึกกว่าผิดคำ ผิดไวยากรณ์ซึ่งสามารถ Unlearn ได้ไม่สู้จะยากนัก แต่ต้องรวมถึง “การเข้าหา” (Approach) ภาษานั้นๆ ด้วย
ยกตัวอย่างที่คนไทยมองเป็นปัญหาในภาษาอังกฤษตลอดคือ การผันกริยา พอเป็นเอกพจน์บุรุษที่สาม มักจะลืมเปลี่ยนรูปของกริยาไปบ่อย ๆ เพื่อนฝรั่งบอกว่า เขาไม่เคยรู้สึกว่ากริยามันแยกออกจากประธาน ฉะนั้น เมื่อพูดว่า She reluctantly sat down. คำที่ติดอยู่กับปากเขาคือ She sat ไม่ได้แยกเป็น She คำหนึ่ง to sit อีกคำหนึ่ง
ยังมีปัจจัยทางสังคมที่กระทบต่อการเรียนภาษาต่างประเทศซึ่งเรามักไม่ค่อย คำนึงถึง กล่าวคือ ภาษาทุกภาษาย่อมสะท้อนระบบความสัมพันธ์ทางสังคม (หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือวัฒนธรรม) ของเจ้าของภาษาออกมาด้วย เราพูดถึงปัจจัยทางวัฒนธรรมในภาษากันแค่ มีหิมะตกหรือไม่ ฤดูใบไม้ผลิให้ความรู้สึกอย่างไรแก่ฝรั่ง หรือประเพณีปฏิบัติต่อเพศตรงข้าม ฯลฯ
แต่ผมคิดว่ามีความหมายกว้างกว่านั้นมากเหลือเกิน
เช่นภาษาอังกฤษ (ปัจจุบัน) เป็นภาษาของสังคมที่ไม่เน้นลำดับขั้นทางสังคมมากนัก (Social Hierachy — ซึ่งต้องแยกระหว่างลำดับขั้นทางสังคมและความสุภาพนะครับว่า ไม่ใช่อันเดียวกัน) แต่ภาษาไทย ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ เน้นเรื่องนี้สูงมากรวมทั้งสังคมเหล่านี้ก็เป็นสังคมที่ให้ความสำคัญแก่ ลำดับขั้นทางสังคมมากกว่าสังคมฝรั่งด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ในสังคมไทย ภาษาอังกฤษถูกใช้เป็นเครื่องหมายของสถานภาพทางสังคมที่สูงมากมากว่าศตวรรษ ครึ่งแล้วการเรียนภาษาอังกฤษจึงเป็นอะไรที่มากกว่าการเรียนภาษาต่างประเทศ ฟังดูเครียดชิบเป๋ง
ไหนจะวิธีคิดอีกล่ะครับคนไทยและฝรั่งมีวิธีคิดที่แตกต่างกันมาก เอาวิธีคิดฝรั่งมาเปล่งออกในภาษาไทยก็ทำให้มีกลิ่นนมเนยฉุน เอาวิธีคิดไทยไปเปล่งในภาษาอังกฤษก็ทำให้ภาษาอังกฤษอาจมีกลิ่นน้ำปลาโชยออก มาบ้าง
การเรียนภาษาต่างประเทศคือเรียนการแสดง (Acting) ผมคิดว่าคนไทย “แสดง” ภาษาต่างประเทศได้หมดแหละครับ แต่จะให้ “แสดง” ภาษาอังกฤษยาก เพราะเป็นการ “แสดง” ที่ใฝ่สูงให้เกินศักดิ์ไปพร้อมกัน ถ้าถูกจับได้กลางคันก็จะหน้าแตกจนหมอไม่รับเย็บ ในขณะที่ทำการ “แสดง” ในภาษาต่างประเทศอื่นๆ ทั้งหมด หากถูกจับได้ก็เป็นเรื่องเฮฮากันเท่านั้น
ทั้งหมดนี้ไม่ช่วยให้ใครทบทวนนโยบายสอนภาษาอังกฤษได้หรอกครับแต่ทั้งหมด นี้ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนภาษาต่างประเทศซึ่งผู้เชี่ยวชาญมักไม่ ค่อยคำนึงถึง เพราะมันไม่สำคัญ… หรือเพราะมันสำคัญเสียจนกระทั่งถ้าคำนึงถึงแล้วจะต้องไปปรับเปลี่ยนอะไรอีก มากเกินกว่าที่พลังของความเชี่ยวชาญจะเอื้อมไปถึง ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน

Leave a comment

Your email address will not be published.

*