เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งหลายปีอะนะ

เรื่องที่ผมได้รับการถามมากจนติดอันดับต้น ๆ ก็คือเรื่องปัญหาในการเรียนภาษาอังกฤษ ผมเคยนึกสนุกแล้วตอบคำถามพวกนั้นไป ไม่ใช่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ แต่ในฐานะคนที่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาแล้วจนสะบักสะบอม พอถูกถามบ่อย ๆ เข้า ก็ชักจะเวียนหัวเอง จึงค่อย ๆ เก็บรวมรวมข้อมูลไว้ในบทความนี้ เรามาเริ่มกันโดยไม่ต้องไหว้ครูกันเลยแล้วกัน

คำถามที่ 1: เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งหลายปีแล้วทำไมพูดไม่ได้สักที?
ตอบ: ก็คุณไม่ยอมพูดเองนี่หว่า อ้าวตอบอย่างนี้ก็สวยสิ จริง ๆ แล้วคำตอบก็คือว่า พวกเราเป็นคนไทย ก็เลยคิดแบบเรียน กอ อะ กะ กอ อา กา หรือเรียนภาษาจีนแล้วเอาคำศัพท์มาเรียง ๆ กัน
เช่น 你好吗? = คุณดีหรือไม่? = พอเดาได้ว่าเป็น “คุณสบายดีหรือ?” (มันก็คล้ายภาษาไทยนะ)
แต่พอเรียนภาษาอังกฤษไปเจอ How are you? = อย่างไรเป็นคุณ? ซึ่งมันเป็นอะไรที่หลุดโลกไปเลย แค่นี้ก็จะบ้าตายแล้ว แถมพอพระอาจารย์อธิบายว่า Verb to be มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ แล้วประธานเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์กริยาต้องเป็นอะไร แล้วมีกิริยาช่องไหนช่องไหนด้วย คนเรียน ก็มุดช่องใต้โต๊ะหนีออกนอกห้องเรียนเพื่อไปเข้าห้องน้ำ

คำถามที่ 2: เรียน Conversation ตัวต่อตัวหรือเรียนเป็นกลุ่มดี
ตอบ: เรียนยังไงไม่ให้ต้องเสียเงินเป็นดีที่สุด (กวนๆอีกแล้ว) อ้าวก็จริงนี่นา มีใครบ้างที่อยากจะเสียเงิน จริงๆ คำตอบก็คือว่า ก่อนที่จะตอบคำถามทุกข้อให้หมด ผมจะขอตั้งคำถามหลาย ๆ คำถามก่อนเพื่อให้คนอ่านเวียนหัวก่อน แล้วพอตัวเราเองเวียนหัวตามไปด้วย เราก็จะกลับไปค่อย ๆ หาทางตอบจากประสบการณ์ส่วนตัวในอดีต ก่อนอื่นขอตอบคำถามข้อ 2 เพียงบางส่วนก่อน คือจะเล่าให้ฟังว่า ผมเคยสอนภาษาอังกฤษตัวต่อตัวอยู่หลายปี ทุกครั้งที่สอนจะสอน 2 ถึง 3 ชั่วโมง
แล้วผลการสอนเป็นยังไงบ้าง? ปรากฏว่าบรรดานักเรียนที่เรียนโดยเสียเงินนั้น ไม่มีใครเก่งเท่ากับนักเรียนคนหนึ่งที่เรียนฟรีกับเรา อ้าวทำไมเป็นงั้นหล่ะ?
คือว่า นักเรียนทุกคนคาดหวังว่ามันจะต้องมีเทคนิคการสอนแพรวพราว แล้วพอเธอพูดผิดผมก็จะแก้ให้ อย่างที่เรียกกันว่าเรียนโดยวิธีธรรมชาตินั่นเอง แต่สิ่งที่เราพอจะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองนั่นก็คือ เราจะจำ (หรือบางทีจะจดไว้ในสมุด) ว่าวันไหนสอนใครศัพท์ตัวไหนหรือรูปประโยคแบบไหน แล้วคราวต่อไปพอไปเจอนักเรียนคนนั้นเราก็พูดประโยคนี้ซ้ำ ๆ กัน… ส่วนใหญ่นักเรียนจะลืมแล้วตอบว่าไม่เข้าใจหรือพูดไม่ได้ เพราะว่า “อาจารย์ยังไม่สอน” เราก็ต้องงัดสมุดบันทึกออกมาเลยว่าสอนอะไรวันไหนเวลาเท่าไหร่… นักเรียนที่เสียเงินเรียนกับเราก็พอกระเตื้องขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังไม่เก่งเท่า นักเรียนที่เรียนฟรี
คราวนี้เราจะเล่าให้ฟังถึงนักเรียนคนที่เราไม่ได้คิดจะสอนด้วยซ้ำ (เธอก็ไม่ได้คิดจะเรียนด้วยซ้ำไป) แต่เธอเก่งที่สุด การสอนก็แบบธรรมชาติเหมือนกัน คือพูดภาษาอังกฤษกันไปเลย แล้วถ้าพูดผิดก็แก้ให้ ผลปรากฏว่าภายในเวลาไม่กี่เดือน นักเรียนที่ผมไม่ได้ตั้งใจจะสอนคนนี้สามารถลบล้างไวยากรณ์ที่ผิด ๆ แบบพื้นฐานได้จนหมดสมอง จนเธอสามารถพูดเรื่องราวในชีวิตประจำวันได้ถูกไวยากรณ์หมดโดยการลองจับเธอไป สนทนากับฝรั่ง (จำกัดเฉพาะเรื่องชีวิตประจำวันง่าย) เป็นเวลาซักชั่วโมง ปรากฎว่าฝรั่งยังหาที่จับผิดจัง ๆ ไม่ได้ ในขณะที่พวกที่เสียเงินเรียนกับเรามาสองสามปีก็ยังสู้นักเรียนที่ไม่ได้นึก ว่าเรียนไม่ได้เลย คือถ้าให้คุยกับฝรั่งหนึ่งชั่วโมงแล้วให้ฝรั่งจับผิด รับรองว่าจับผิดได้เป็นร้อย ๆ แห่งแน่
ถามว่าเพราะอะไร? คำตอบก็คือว่า
เวลาที่นักเรียนจำเป็นคนนี้ประกบกับเราเป็นปาท่องโก๋ เป็นเวลานานๆ เข้า ถ้านับจำนวนชั่วโมงแล้ว มันมากกว่าที่พวกนักเรียนแบบตั้งใจได้เรียนโดยจ่ายเงินเรียนนานเป็นปี ๆ เสียอีก ข้อคิดก็คือว่า สอนด้วยวิธีธรรมชาติคงง่ายที่สุดปวดหัวน้อยที่สุด แต่ในทางปฏิบัติแล้ว นักเรียนที่ไหนจะไปวนเวียนอยู่ข้าง ๆ ครูเหมือนแมลงวันตอมขี้ได้เล่า?
เมื่อคิดมาไกลขนาดนี้คราวนี้มันจะนำไปสู่ปัญหาของการคิดค้นเทคนิคในการ สอนในห้องเรียน ซึ่งเราจะพูดถึงทีหลัง เพราะปัญหาเยอะมาก ๆ แต่ตอนนี้ขอตั้งคำถามคาใจอีกคำถามหนึ่งเป็นคำถามที่ 3 คือ

คำถามที่ 3: เรียนกับครูฝรั่งนักเรียนจะได้พูดชัดแล้วฟังรู้เรื่องไวๆ จริงหรือไม่จริง?
ตอบ: ก่อนที่เราจะตอบคำถามข้อ 3 ผมขอเล่าเรื่องที่ผมพบปะผู้หญิงไทยที่ได้สามีเป็นฝรั่งมาเป็นจำนวนมาก ทั้งในต่างแดนและในเมืองไทย (ซึ่งน่าจะนำไปสู่การตอบคำถามข้อ 3 ได้)
อ๊ะพิมพ์ผิด ขอแก้ประโยคเมื่อกี๊จาก “ผมพบปะผู้หญิงไทยที่ได้สามีเป็นฝรั่งมาเป็นจำนวนมาก” แก้เป็น “ผมพบปะผู้หญิงไทยเป็นจำนวนมากที่ได้สามีเป็นฝรั่ง” ไม่งั้น “จำนวนมาก” จะขยายนามผิดตัว แล้วประโยคภาษาไทยก็จะแปลไปอีกอย่างหนึ่ง…
นี่แหละหนาใครว่าภาษาไทยง่าย? ทักษะภาษาอังกฤษของผู้หญิงไทยพวกนี้มีอยู่กี่ประเภทนะ จะพยายามนับดูความน่าจะเป็น
1. พูดชัดเหมือนสามีแล้วพูดไม่ผิดไวยากรณ์เลย
2. พูดสำเนียงไทย ๆ แต่พูดไม่ผิดไวยากรณ์เลย
3. พูดสำเนียงไทย ๆ แล้วแถมพูดผิดไวยากรณ์อีกด้วย
4. พูดชัดเหมือนสามีแต่พูดผิดไวยากรณ์เพียบเลย
ข้อ 4 นี่คุณว่ามีด้วยหรือ?… สาบานได้ว่า “มีจริง ๆ” ให้ตายสิ…
ผมเคยเจอเพื่อนคนหนึ่ง ที่แต่งงานมีสามีเป็นฝรั่ง วันหนึ่งได้มาเจอมาพบปะสังสรรค์กัน เธอจับมือลากผมไปไกล ๆ โต๊ะและพูดเป็นภาษาอังกฤษกับผมว่า I want to study English. I want to study only grammar.
พอฟังจบสองประโยคนี้ ผมระงับความงงเอาไว้ไม่อยู่… เพราะอะไร? เพราะเสียงที่เราได้ยิน มันเป็นเสียงผู้หญิงอเมริกันชัดๆ อย่างไม่ต้องสงสัย… ผมก็คิดว่าเอ่… เพื่อนผมอารมณ์ดีมาสัพยอกเรา มันไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้จะทำแล้วหรือโธ่…
รู้สึกว่าเราจะตอบไปว่า Are you drunk or what? You’re not hitting on me right? คือเอ็งเมาป่าววะ หรือมึงแอบชอบกูเนี่ย!
เธอก็ตอบมาว่า I’m serious. แล้วบทสนทนาออกมาได้ความว่า ไม่เชื่อแกลองคุยต่อไปสิ แล้วแกจะเห็นว่าพอฉันพูดมาก ๆ เข้ามันก็จะพูดผิดไวยากรณ์เพียบเลยนะ แล้วสามีบ่นว่าฉันพูดผิดไวยากรณ์เยอะแต่เขาไม่มีเวลาสอนฉัน แกจะสอนฉันได้ไหม?
ข้อความเหล่านี้ เธอพูดเป็นภาษาอังกฤษหมด (ขอถือวิสาสะพิมพ์มาเป็นไทยเพราะขี้เกียจมานั่งแปลกลับไปกลับมา) เพื่อที่จะพิสูจน์ให้เราเห็นว่า เธอพูดผิดไวยากรณ์จริง ๆ และมันก็ผิดไวยากรณ์เกือบทุกประโยคจริงๆด้วย (พอเธอพูดไปมาก ๆ เข้า)
ผมงงเหมือนถูกเครื่องบินบังคับตกใส่กบาลเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีอะไรแปลก ๆ ในโลกเช่นนี้ นับว่าเป็นปรากฎการณ์ที่แปลกมหัศจรรย์สุด ๆ ในวงการ
สิ่งที่ถูกถามบ่อย ๆ ก็คือคำถามประเภทนี้
1. จะเรียน Conversation เรียนที่ไหนดี
2. จะเรียน Writing เรียนที่ไหนดี
3. จะเรียน Grammar เรียนที่ไหนดี
4. จะเก่งภาษาอังกฤษต้องทำไงดี
5. เรียนการแปลเรียนที่ไหนดี
6. สถาบัน…. ชื่อนั้นชื่อนี้……เรียนไปแล้วดีหรือไม่ดี…………
มันเป็นปัญหาโลกแตกยิ่งกว่าไก่กับไข่พ่อใครเกิดก่อนกันเสียอีก

ผมเคยเรียนภาษาอังกฤษแบบเหนื่อยมาก ๆ มาแล้ว จึงอยากที่จะแนะนำให้คนที่ถามปัญหาเหล่านี้ลองมามองดูดี ๆ ใหม่ เราลองมาแปลงโจทย์หรือคำถามใหม่ ให้เรื่องมันง่าย ๆ เข้า
หลายคนอาจไปตั้งเป้าหมายว่า จะเรียนเพื่อให้ได้ทักษะในระดับอะไรบางอย่าง ก็ต้องหาที่เรียน ถ้าได้สมหวังในระดับที่ต้องการแล้วจะทำไงต่อไปล่ะ ก็อยากเก่งอีก แล้วทำไงต่อไปล่ะ ก็หาที่เรียนอีก แล้วไงอีก… ก็อยากได้ทักษะอย่างอื่นอีก แล้วทำไงต่อไปล่ะ ก็ต้องหาที่เรียนอีก วนไปวนมากันอยู่อย่างนี้
แล้วทำไมไม่ตั้งเป้าหมายไปทีเดียวเลยล่ะ ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือ “การเรียนรู้ให้ถึงระดับที่ว่า เราจะเรียนส่วนที่เหลือต่อไปได้เองโดยไม่ต้องมีใครมานั่งสอนอีก” เพื่อเราจะได้ไม่ต้องมาตั้งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้อีก
แล้วเรียนอย่างไรล่ะจึงจะบรรลุเป้าหมายที่ว่า “ช่วยตัวเองได้ตลอดไป” โหนี่ถ้าเราสร้างความชัดเจนในประเด็นที่เราจะพูดได้สำเร็จ แทนที่จะเขียนหนังสือเรื่องเรียนภาษาอังกฤษตั้งหลายเล่ม แล้วรวยมหาศาล แค่เราเขียนเล่มสองเล่มคนอ่านก็เก่งกันไปหมดแล้วเราก็เขียนไม่ออก ขายหนังสือไม่ออกอีกแล้วน่ะสิ แต่ช่างมันเถอะ
เรามาใช้ตรรกะพิจารณาเรื่องนี้กัน จริง ๆ แล้ว การเรียนภาษาใด ๆ นั้น ถ้าทำตามขั้นตอนตามธรรมชาติได้คือ
1. ฟังแล้วพูดตาม รู้เรื่องไม่รู้เรื่องช่างมัน
2. พูดตามให้ได้ รู้เรื่องไม่รู้เรื่องช่างมัน
3. อ่านให้เข้าใจจากง่ายไปหายาก
4. หัดจำสิ่งที่ได้ยินมาและได้อ่านมา เพื่อเอาไปเขียน
ถ้าใครพัฒนาทักษะที่ว่านี้ไปพร้อม ๆ กันความสำเร็จก็ย่อมบังเกิดขึ้น แต่ที่ความสำเร็จมันไม่บังเกิดขึ้นก็เพราะว่า:

1. ขาดโอกาส เช่นการพัฒนาทักษะต่างๆที่ว่านั้นไปพร้อมๆกัน ผู้เรียนจะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมของสังคมที่พูดภาษาอังกฤษ พอพูดเรื่องนี้ปัญหาก็บานปลายเป็นว่า ให้ไป Chat กับฝรั่ง หรือให้ไปมีกิ๊กฝรั่ง โหยิ่งยุ่งเหยิงกันไปใหญ่ หรือให้ไปซื้อหนัง Soundtrack มาฟังรู้เรื่องไม่รู้เรื่องก็ตะบี้ตะบันฟังมันเข้าไป เป็นวิธีการที่น่าคิดน่าพิจารณานะ มันสนุกออกจะตายไป
2. มีโอกาสแต่ไม่ขวนขวาย เพราะชอบเรียนลัด เช่นข้อความที่มีคนเขียนกระทู้ว่า “ใครมีสรุปไวยากรณ์ 200 ข้อบ้าง ช่วยถ่ายเอกสารแจกหน่อย เพราะได้ยินมาว่าเอาไปท่องจำแล้วจะเขียนภาษาอังกฤษได้ดีภายใน 1 เดือน” โห ใครกันช่างคิดได้?!?
ใครที่ชอบเรียนลัด แล้วจะรู้ว่ารู้ไวยากรณ์ 200 ข้อ (ผมก็ไม่รู้ว่ามันมีกี่ข้อกันแน่) ภายใน 1 เดือนคุณไม่มีทางที่จะเรียนเขียนให้เหมือนเจ้าของภาษาได้เลย

เอาอย่างนี้จะดีกว่า เราจะลดเป้าหมายให้ต่ำที่สุดและง่ายที่สุด โดยตั้งเงื่อนไขว่า คุณคือผู้เรียนที่ยังไม่มีโอกาสที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนรอบ ๆ ตัวคุณพูดภาษาอังกฤษ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คุณจะเรียนอย่างไรให้ออกแรงน้อยที่สุด จนก้าวไปถึงระดับที่ว่า คุณเรียนด้วยตัวเองได้หมดในทุกทักษะที่คุณต้องการ

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมเคยพบผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาอังกฤษคนหนึ่ง เธอเป็นอาจารย์ของผมเอง เธอเผยเคล็ดลับเรื่องการสอนภาษาอังกฤษให้ผู้เรียนช่วยตัวเอง (จนเรียนได้ด้วยตัวเองในส่วนที่เหลือ) ได้โดยเร็วที่สุด
ฟังแล้วน่าทึ่งมากๆ ใช่ไหมครับ แต่มันเป็นไปได้จริง ๆ นะ

ส่วนที่ผมพอที่จะใช้ตรรกะตื้น ๆ ของผมสรุปได้เกี่ยวกับวิธีการสอนภาษาอังกฤษ นั่นก็คือ ในสภาพที่สอนคนไทยซึ่งนาน ๆ จะมีโอกาสพูดภาษาอังกฤษสักที สิ่งที่ดีที่สุดก็คือสอนศัพท์และไวยากรณ์ในระดับพื้นฐานเท่าที่จำเป็นให้ผู้ เรียนพอจะอ่านหนังสือรู้เรื่อง เป้าหมายที่ไม่ทะเยอทะยานมากนักคือให้อ่านรู้เรื่องพอที่จะเปิดพจนานุกรม อังกฤษเป็นอังกฤษ ที่ฝรั่งทำ ไม่ใช่ที่ไทยทำ แล้วอ่านคำอธิบายคำศัพท์ให้รู้เรื่อง ดูตัวอย่างประโยคจากตัวอย่างในพจนานุกรมพวกนั้น

ถ้าผู้เรียนรู้เรื่องได้ในระดับนี้ เราเชื่อว่าเขาจะสามารถเรียนทักษะที่เหลือได้ด้วยตัวเอง แล้วคำถามเดิม ๆ ว่าจะเรียนอะไรที่ไหนก็จะหมดไป แม้กระทั้งทักษะที่ยากที่สุดคือ “การแปล” เขาก็จะเรียนด้วยตัวเองได้
คำศัพท์ที่ว่านี้มีอยู่เฉียดๆ 2,500 คำ เขาเรียกมันว่า Defining Vocabulary ซึ่งเป็นคำศัพท์ง่ายๆที่ Dictionary ฝรั่งเอาไปใช้อธิบายความหมายของคำอื่น ใครอยากเห็นหน้ามันก็ลองเปิด Oxford Advanced Learner’s Dictionary ดู

อย่าว่าแต่ออกแรงเรียนมากถึงขนาดนั้นเลย แค่เรียนประมาณ 500 คำไปพร้อม ๆ กับไวยากรณ์พื้นฐานง่าย ๆ ไป คุณก็พร้อมที่จะลอง หาเพื่อนฝรั่งไว้คุยเล่นสักคน (หรือจะเอาทำสามีหรือภรรยาก็เรื่องของคุณ) หรือซื้อหนัง Soundtrack มาค่อยหัดดูแล้ว แล้วเดี๋ยวทักษะส่วนที่เหลือมันจะต่อยพัฒนาไปได้เอง มันน่าที่จะเป็นไปได้เพราะว่าใครก็ตามที่อ่านหนังสือรู้เรื่องจะค้นตำราอ่าน เองได้จากบนเว็บ และจากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหลาย ๆ เล่มที่ฝรั่งเขียนเอาไว้ได้โดยไม่ต้องไปลงทะเบียนเรียนที่ไหนอีกเลย

Leave a comment

Your email address will not be published.

*